ลำต้น
(Stem) : เจริญมาจากต้นอ่อน (Embryo) ส่วนเอพิคอลทิล
(Epicotyle) และ ส่วนไฮโพคอลทิล
(Hypocotyl) ลำต้นจะแตกต่างจากรากตรงที่
มี
ข้อ (node) ปล้อง
(Internode) ยอด (Apical
bud)
นักเรียนคิดว่าระหว่างข้อและปล้องของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวกับใบเลี้ยงคู่ืชพวกใดที่เห็นข้อปล้องชัดเจนว่ากันพราะเหตุใดเพราะพืชใบเลี้ยงคู่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สอง
ซึ่งเป็นการเจริญออกทางด้านข้าง ทำให้ปิดทับบริเวณข้อ แต่นักเรียนสามารถสังเกตบริเวณที่เป็นข้อของพืชใบเลี้ยงคู่บริเวณที่แตกกิ่งและใบ
|

|

|
ภาพ ข้ัอ และ ปล้องของลำต้น
|
โครงสร้างของลำต้นจากปลายยอด แบ่งเป็น
4 ส่วน
1. เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด
(Apical meristem)
2. ใบเริ่มเกิด (Leaf primordium)
3. ใบอ่อน
(Young leaf)
4. ลำต้นอ่อน
(Young stem)
|

|
|
|
ภาพ โครงสร้างจากปลายยอด
|
|
โครงสร้างภาคตัดขวางของลำต้น มี
3 ชั้น คล้ายกันกับราก คือ
1. ชั้นเอพิเดอร์มิส
(Epidermis)
2. ชั้นคอร์เท็กซ์
(Cortex)
3. ชั้นสตีล
(Stele) ประกอบด้วย
- มัดท่อลำเลียง
(Vascular bundle) ได้แก่ ไซเล็ม(Xylem) โฟลเอ็ม
(Phloem)
- พิธ (Pith)
|

|
|
|
ภาพ โครงสร้างภาคตัดขวางของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
ภาพซ้าย ภาคตัดขวางลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
ภาพขวา ภาคตัดขวางลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
|
|
ชนิดของลำต้น
ลำต้นแบ่งได้เป็น
2 ชนิดตามตำแหน่งที่อยู่คือ ลำต้นเหนือดิน(Aerial
stem) และ ลำต้นใต้ดิน
(Underground stem)
ลำต้นเหนือดิน จำแนกตามลักษณะของลำต้นได้เป็น
3 ชนิด
1. ต้นไม้ใหญ่(tree) หรือไม้ยืนต้น
2. ต้นไม้พุ่ม
(shrub)
3. ต้นไม้ล้มลุก
(herb)

|

|

|
ภาพ ไม้ยืนต้น |
ภาพ ไม้พุ่ม |
ภาพ ไม้ล้มลุก |
ลำต้นเหนือดินที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่พิเศษ
ลำต้นเหนือดินของพืชหลายชนิดอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่พิเศษ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นชนิดต่างๆดังต่อไปนี้
1. ครีพพิง สเต็ม
(creeping stem) เป็นลำต้นที่ทอดหรือเลื้อยขนานไปตามผิวดินหรือน้ำทั้งนี้เพราะลำต้นอ่อนไม่สามารถตั้งตรงอยู่ได้ตามข้อมักมีรากงอกออกมาแล้วแทงลงไปในดิน
เพื่อช่วยยึดลำต้น
ให้แน่นอยู่กับที่ได้ แขนงที่แยกไปตามพื้นดินหรือพื้นน้ำดังกล่าวนั้น เรียกว่า
stolon(สโตลอน) หรือ
Runner (รันเนอร์) ได้แก่ ผักบุ้ง
ผักกะเฉด ผักตบชวา แตงโมฟักทอง และสเตอเบอรี่

|

|

|
ภาพผักบุ้ง |
ภาพผักกะเฉด |
ภาพแตงโม |
ภาพ ลำต้นชนิดครีพพิง สเต็ม
(creeping stem)
|
2. ไคลบบิง สเต็ม
( Climbing stem) เป็นลำต้นที่เลื้อยหรือไต่ขึ้นที่สูง พืชพวกนี้มักมีลำต้นอ่อนเช่นเดียวกับพวกแรก แต่ถ้ามีหลักหรือต้นไม้ที่มีลำต้นตรง
อยู่ใกล้ๆมันอาจจะไต่ขึ้น ที่สูงด้วยวิธีต่างๆดังนั้นจึงจำแนก
climbing stem ออกเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะของการไต่ได้ดังนี้
2.1 ทวินนิง สเต็ม
(twining stem)เป็นลำต้นที่ไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ลำต้นพันหลักเป็นเกลียวไปเช่นต้นถั่วต้นบอระเพ็ดและเถาวัลย์ต่างๆ

|

|

|
ภาพ เถาวัลย์ |
ภาพ ต้นถั่วฝักยาว |
ภาพ ต้นบอระเพ็ด |
ภาพ ลำต้นแบบ ไคลบบิง สเต็ม
( Climbing stem)
|
2.2 มือเกาะ
(tendril stem) เป็นลำต้นที่ดัดแปลงไปเป็นมือเกาะ(tendril) สำหรับพันหลักเพื่อไต่ขึ้นที่สูง ส่วนของเทนดริลจะบิดเป็นเกลียวคล้ายลวดสปริงเพื่อให้ยืดหยุ่นเมื่อลมพัดยอดเอนไปมา เทนดริลก็จะยืดและหดได้ เช่น ต้นองุ่น บวบ น้ำเต้า
ฟักทอง แตงกวา
****หมายเหตุ เทนดริลอาจจะเป็นใบที่เปลี่ยน มาก็ได้แต่จะทราบว่าเป็นใบหรือลำต้นนั้นต้องศึกษาถึงต้นกำเนิดและตำแหน่งที่งอกออกมา เช่น ถ้า งอกออกตรงซอกใบก็แสดงว่ามาจากลำต้น หรือถ้าหากมีลักษณะเป็นข้อปล้องก็แสดงว่า
มาจากลำต้นเหมือนกัน

|

|
|
|
ภาพ มือเกาะของต้นองุ่น
|

|

|
ภาพ มือเกาะของต้นบวบ
|
ภาพ มือเกาะของแตงกวา
|
2.3 รูท ไคลบบิง
(root climbing) เป็นลำต้นที่ไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้รากที่งอกออกมาตามข้อยึดกับหลักหรือต้นไม้ เช่น ต้นพริกไทย ต้นพลู และพลูด่าง

|

|
ภาพ รากเกาะของพริกไทย
|
2.4 หนาม
(stem spine) เป็นลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นหนามรวมทั้งขอเกี่ยว(hook) สำหรับไต่ขึ้นที่สูง และป้องกันอันตรายได้ด้วย เช่น เฟื่องฟ้า มะนาว มะกรูดพวกส้มต่างๆ ไผ่ และไมยราบ ต้นกระดังงา
*****หนามของพืชบางชนิดอาจเปลี่ยนแปลงมาจากใบก็ได้ มีวิธีสังเกตุแบบเดียวกับเทนดริล
|

|
|
|
ภาพ ต้น ส้ม
|
|
ลำต้นใต้ดิน
(Undergroud stem) สามารถจำแนกได้
4 ชนิด
1. แง่ง หรือเหง้า หรือ ไรโซม (Rhizome) มักอยู่ขนานกับผิวดิน มีข้อและปล้องเห็นได้ชัดเจน ตามข้อมีใบที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสีน้ำตาลใบนี้ไม่มีคลอโรฟิลมักเรียกว่าใบเกล็ด ห่อหุ้มตาเอาไว้ภายใน ตาเหล่านี้อาจแตกแขนงเป็นลำต้น
ที่อยู่ใต้ดินหรือ แตกเป็นใบเป็นมัดขึ้นมาเหนือดิน ลำต้นชนิดนี้ถ้ามีการสะสมอาหารไว้มากก็จะอวบอ้วนขึ้น
เช่น ขมิ้น ขิง

|

|
|
ภาพ ลำต้นใต้ดินของขมิ้น
|
ภาพลำต้นใต้ดินของข่า
|
|
2. ทูเบอะ
(Tuber) เป็นลำต้นใต้ดินที่เติบโตมาจากปลายไรโซม ประกอบด้วยปล้องประมาณ
3-4ปล้องเท่านั้นตามข้อไม่มีใบเกล็ดและรากมีอาหารสะสมอยู่มากจึงทำให้อวบอ้วนกว่าไรโซมตรงที่อยู่ของตาจะไม่อ้วนขึ้นมาด้วยจึงเห็น
ตาบุ๋มลงเช่นหัวมันฝรั่งหัวมันมือเสือมันกลอย
|
 
|
|
ภาพ ลำต้นแบบทูเบอะของมันฝรั่ง
|
3. บัลบ
(bulb) เป็นลำต้นที่ตั้งตรงอาจตั้งตรงพ้นดินขึ้นมาบ้างเป็นลำต้นเล็กๆมีปล้องสั้นมากตามปล้องมีใบเกล็ดห่อหุ้มลำต้นเอาไว
้จนเห็นเป็นหัวขึ้นมา อาหารจะสะสม
ในใบเกล็ด แต่ในลำต้นจะไม่มีอาหารสะสม ตอนล่างของลำต้นจะมีรากฝอย งอกออกมาเป็นเส้นเล็กๆ
เช่นหัวหอมกระเทียมและพลับพลึง

|

|
ภาพ หัวหอม
|
ภาพกระเทียม
|
4. คอร์ม
(Corm) เป็นลำต้นใต้ดินที่ตั้งตรงเหมือนกับ บัลบ แต่จะมีอาหารละสมอยู่ในลำต้น แทนที่จะสะสมไว้ในใบเกล็ด
จึงทำให้ลำต้นอ้วนมากเห็นข้อได้ชัดเจน
กว่าบัลบ ตามข้อมีใบเกล็ดบางๆมาห่อหุ้ม มีตางอกออกตามข้อเป็นใบสู่อากาศ หรือ
เป็นลำต้นใต้ดินต่อไปเช่นเผือกซ่อนกลิ่นฝรั่ง

|

|
ภาพลำต้นแบบคอร์มของแห้ว
|
ภาพลำต้นแบบคอร์มของเผือก |
การเจริญขั้นที่สองของลำต้น
การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืช
(Secondary growth) : พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการเจริญเติบโต
2 ขั้นตอนคือ เจริญเติบโตในระยะแรก
(Primary growth)
ส่วนใหญ่ทำให้พืชยืดยาวขึ้น ซึ่งการเจริญในขั้นพบทั่วไปในพืชมีดอกทุกชนิด แต่ในพืชมีดอกชนิดใบเลี่ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด
จะมีการเจริญเติบขั้นที่สอง
(Secondary growth) คือ จะสามารถเจริญออกทางด้านข้างได้ ซึ่งเป็นผลมาจาก เนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ทางด้านข้าง ได้แก่
วาสคิวลาร์แคมเบียม(Vascular
cambium) และ คอร์กแคมเบียม
(Cork cambium)การเจริญเติบโตขั้นที่สองจะพบในอวัยวะของพืชในส่วนลำต้นและราก

|

|
ภาพ ลำต้นที่มีการเจริญขั้นต้น |
ภาพ ลำต้นที่มีการเจริญขั้นที่สอง |
การเจริญเติบโตขั้นที่สองของลำต้น
การเจริญขั้นที่สองของลำต้น เกิดจากการแบ่งเซลล์ออกทางด้านข้างของวาสคิวลาร์แคมเบียม
(Vascular cambium) ซึ่งพบขั้นระหว่างเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ
(Xylem) และ เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร
(Phloem) การแบ่งเซลล์ของวาสคิวลาร์แคมเบียมจะแบ่งได้
2 ทิศทาง คือแบ่งเข้าด้านในและแบ่งออกด้านนอกการแบ่งเข้าด้านในของวาสคิวลาร์แคมเบียมจะเกิดได้เร็วกว่าแบ่งออกด้านนอก และเจริญเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุรียกเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุที่เกิดจากวาสคิวลาร์แคมเบียมว่า เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุขั้นที่สอง
(Secondary Xylem) การแบ่งออกทางด้านนอกแบ่งได้ช้ากว่าเข้าด้านในและเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารเรียกเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจาก
วาสคิวลาร์แคมเบียมว่านื้อเยื่อลำเลียงอาหารขั้นที่สอง
(Secondary phloem)

|
ภาพ การเปลี่ยนแปลงของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ขณะเกิดการเจริญเติบโตขั้นที่สอง
|
การแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนของวาสคิวลาร์แคมเบียมเพื่อเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงนั้นทำให้เซลล์ที่เกิดมาใหม่ดันให้โฟลเอ็มขั้นแรก รวมถึงเนื้อเยื่อในชั้นคอร์เท็กซ์
(Cortex) ถูกเบียดให้ตายและสลายไปเรื่อๆ จนกระทั่งเหลือเนื้อเยื่อพาเรงคิมา
(Parenchyma tissue) ประมาณ
1-2 แถวนื้อเยื่อพาเรงคิมาเหล่านี้จะเปลี่ยนกลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญชนิด
คอร์กแคมเบียม
(Cork cambium) ซึ่งคอร์แคมเบียมจะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเพิ่มขึ้น การแบ่งเซลล์ของคอร์กแคมเบียมแบ่งได้ สองทิศทางยแบ่งเข้าด้านในหรือแบ่งออกทางด้านนอกการแบ่งเข้าด้านในของคอร์กแคมเบียมจะแบ่งได้ช้ากว่าแบ่งออกด้านนอกมากการแบ่งตัวออกทางด้านนอกแบ่งตัว
เพื่อสร้างเนื้อเยื่อคอร์การเพิ่มจำนวนของเนื้อเยื่อคอร์กทำให้เนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิสถูกเบียดให้ตายและสลายไปทำให้เปลือกภายนอกของลำต้นที่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สอง
เป็นเนื้อเยื่อคอร์ก
|
ภาพ การเกิดเนื้อเยื่อคอร์ก
|
ใน
1 ปี วาสคิวลาร์แคมเบียมจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้นตามจำนวนมากน้อยต่างกันในแต่ละฤดู ซึ่งขึ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและอาหาร เซลล์ชั้นไซเลม
ที่สร้างขึ้นในฤดูฝนจะเจริญเร็วมีขนาดใหญ่ทำให้ไซเลมกว้างและมักมีสีจาง ส่วนในฤดูแล้งจะได้เซลล์ขนาดเล็กมีสีเข้ม ลักษณะดังกล่าวทำให้เนื้อไม้มีสีจาง
และสีเข้มสลับกันมองเห็นเป็นวง เรียกว่า วงปี
(annual ring)

|
ภาพ วงปี
|
แก่นไม้
(heart wood) มาจากไซเล็มขั้นต้นที่ด้านที่อยู่ในสุดของลำต้นหรือรากที่มีอายุมากแล้วอุดตัน
กระพี้ไม้
(sapwood) คือ ไซเลมที่อยู่รอบนอกซึ่งมีสีจางกว่าชั้นในทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ
เนื้อไม้
(wood) คือ เนื้อเยื่อไซเลมทั้งหมด
(กระพี้ไม้+ แก่นไม้)
เปลือกไม้
(bark) คือ ส่วนที่อยู่ถัดจากวาสคิวลาร์แคมเบียม ออกมา ประกอบด้วย โฟลเอ็มขั้นที่
2 ทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร
,คอร์กแคมเบียม, คอร์ก

|
ภาพโครงสร้างลำต้นที่มีการเจริญขั้นที่สอง
|
|